• Mahaprutaram Girls' School Alumni Association.

เรายังอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน COVID-19 ผู้คนจำนวนมากกำลังปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเอง ของครอบครัว และของสังคม พยายามปฏิบัติตัว “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” และหันมาใช้รูปแบบการใช้ชีวิตแบบพึ่งพาเทคโนโลยี เช่นเดียวกับลูกชายคนโตของดิฉัน “สรวง สิทธิสมาน” ที่ต้องหันมาเรียนผ่านระบบออนไลน์แบบเข้มข้น ทำให้ต้องปรับตัวอย่างมาก ไม่ใช่แค่เรื่องตารางเวลาที่ไม่ตรงกับประเทศจีนเท่านั้น แต่ต้องปรับรูปแบบการใช้ชีวิต พยายามเอาชนะตัวเอง เอาชนะสิ่งเร้ารอบข้าง และปรับใจตัวเองเพราะเชื่อว่านับจากนี้ชีวิตของผู้คนจะไม่เหมือนเดิม บทความชิ้นนี้ได้ถ่ายทอดความคิดของเด็กหนุ่มที่ต้องหักดิบเรียนผ่านออนไลน์แบบฉับพลัน
………
ไวรัสใหม่ที่ปรับตัว เข้ามาทำให้วิถีชีวิตมนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลง

10 วันผ่านไปอย่างไม่รู้ว่าช้าหรือเร็ว กับการกักตัวอยู่บ้านเพื่อรับผิดชอบสังคมส่วนรวมในช่วง COVID-19 บางครั้งก็รู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปช้า บางครั้งก็รู้สึกว่ามันเร็วเหลือเกิน ช่างเป็นความรู้สึกที่เข้าใจยากยิ่งนัก

แน่นอนว่าการไม่ได้ออกจากบ้านเป็นเวลานานทำให้ผมรู้สึกเบื่อ เพราะนอกจากจะไม่ได้ทำกิจกรรมหรืออะไรที่โลดโผนเร้าใจแล้ว ยังต้องมานั่งเรียนคลาสออนไลน์อยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ กิจกรรมนอกเหนือจากนั้นมีเพียงการนั่งดูโทรทัศน์กับอ่านหนังสือ ผมรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า

แต่พอลองมานึกดูอีกที แค่เพียงสัปดาห์นี้สัปดาห์เดียว ผมดูซีรี่ส์ Netflix เรื่อง Kingdom จบไป 2 ซีซั่น เรื่อง Altered Carbon อีก 2 ซีซั่น และเรื่อง Stranger Thing season 1 รวมทั้งหมดกว่า 40 ตอน ประมาณ 35 ชั่วโมง

ขอย้ำอีกทีนะครับว่าแค่สัปดาห์เดียว...

ซึ่งพอมาคิดดูในมุมนี้ กับเวลาที่ผ่านไปทั้งสัปดาห์ รายการ The Rapper ที่ผมติดตามอยู่ เขาจะปล่อย Episode ใหม่ทุกสัปดาห์ ได้ออนแอร์อีกครั้ง ผมนั่งดูรายการพลางคิดไปว่าผมเพิ่งจะดู Episode ที่แล้วจบไปเองนี่นา ผ่านมา 1 สัปดาห์แล้วหรือเนี่ย

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเลือกประโยคขึ้นต้นบทความว่า "10 วันผ่านไปอย่างไม่รู้ว่าช้าหรือเร็ว" เพราะจะว่าช้ามันก็ช้า จะว่าเร็วมันก็เร็ว งงไหมครับ ฮ่าฮ่า...

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้น ถึงแม้โลกจะอยู่ในช่วงวิกฤติ จังหวะชีวิตเหมือนจะหยุดชะงักลง แต่เราทุกคนก็ยังต้องหาหนทางเดินไปต่อ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้นักศึกษาอย่างผมที่กลับไปเรียนในห้องเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้ต้องมาเข้าคลาสเรียนออนไลน์แทน โดยส่วนตัวผมไม่ยินดีกับเรื่องผลลัพธ์แบบนี้เท่าไรนัก เพราะรู้ว่าตัวเองค่อนข้างขี้เกียจและไร้วินัย ผมจึงไม่ชอบและไม่คุ้นชินสักที เพราะการจะเรียนหนังสือควรเกิดขึ้นในที่ที่มีบรรยากาศสำหรับเรียนหนังสือ และมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่สอนหนังสือ ที่สำคัญคือการได้อยู่รวมเพื่อน ๆจากต่างชาติ ที่ร่วมเรียนหนังสือด้วยกัน และมีบรรยากาศการเรียนการสอน การทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งสถานที่ที่ตอบโจทย์สำหรับไลฟ์สไตล์ของผมคือห้องเรียน

กลับกัน ตอนนี้ผมกักตัวอยู่บ้าน ซึ่งเป็นที่ที่สบายที่สุด เตียงนุ่มและแอร์เย็น มีทีวีจอใหญ่พร้อม Netflix และซีรี่ส์เป็นร้อยเป็นพันเรื่อง การนั่งเรียนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างมีสมาธิก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเฟสบุ๊คก็แจ้งเตือนอยู่เป็นช่วง ๆ จะเข้าไปดูคลิปสนุก ๆ บน Youtube ก็ทำได้ในไม่กี่คลิ๊ก โดยที่ไม่มีอาจารย์คนไหนมายืนคุมจับผิด เรียกได้ว่าการเรียนออนไลน์มี Distraction ต่อผมได้อยู่ตลอดเวลา

ช่วงแรกที่เริ่มเรียนออนไลน์เป็นช่วงที่ทำใจลำบากที่สุด เพราะการที่อยู่บ้านแล้วต้องตื่น 7 โมงเช้ามานั่งเรียนถือเป็นเรื่องหงุดหงิดสำหรับผม เพราะผมมักจะนอนดึก อีกทั้งที่ถึงแม้ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์ แต่ความเข้มงวดในการเรียนการสอนกลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย เหล่าซือยังคงจัดตารางเรียนแน่นเอี้ยดเหมือนเคย ซ้ำยังโยนการบ้านมาให้ทำเป็นว่าเล่น ประหนึ่งว่าการส่งการบ้านคือการเช็คชื่อไปในตัว

จริงอยู่ที่การเรียนการสอนแบบออนไลน์สามารถทำให้เราจัดการเวลาเรียนด้วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง แต่การมีอิสระในการจัดตารางเรียนด้วยตัวเองสำหรับผมไม่ใช่เรื่องดี เพราะผมเป็นคนค่อนข้างขี้เกียจ ให้เลือกทำระหว่างสิ่งที่ไม่อยากทำหนึ่ง กับสิ่งที่ไม่อยากทำสอง จะให้ผมเลือกทำอะไรน่ะหรือ ผมเลือก...นอนดีกว่า.....

ใครจะรู้ว่าปิดเทอมฤดูหนาวที่ปกติใช้เวลาแค่หนึ่งเดือนจะลากยาวมาจนถึงตอนนี้ กระนั้นแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ไปถึงเมื่อไร

เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็ทำให้โลกทั้งใบปั่นป่วนกันถ้วนหน้า และเพื่อความปลอดภัย ทุกคนต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปตามสถานการณ์ ทำให้สูญเสียความคล่องตัวในการใช้ชีวิตสมัยใหม่ เมืองใหญ่กลับดูไร้ผู้คน กระนั้น การเคลื่อนไหวบนโลกโซเชียลกลับมีมากเป็นปรากฏการณ์อย่างไม่เคยมีมาก่อน

วิกฤติโควิดครั้งนี้ ไม่มีใครรู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ และจะร้ายแรงกว่านี้แค่ไหน แต่ผมเชื่อว่ามันจะเป็นการจัดระเบียบโลกใหม่อีกครั้ง และมนุษย์ทั้งหมดจะต้องปรับตัว วัฒนธรรมต่าง ๆ อาจถูกปรับเปลี่ยน ทั้งวัฒนธรรมการกินสัตว์ป่า การทักทายที่ต้องสัมผัสตัว สุขอนามัยในที่สาธารณะที่ไม่สะอาดและทันสมัย และอาจรวมไปถึงวิถีของการเรียนการสอนด้วย

แม้ที่ผมได้บ่นไปเมื่อตอนต้น ถึงแม้ผมจะไม่ชอบ และไม่ชินกับการเรียนการสอนแบบออนไลน์ แต่สุดท้าย ผมก็ต้องพยายามปรับตัว ต้องมีสมาธิมากขึ้น และต้องตั้งใจด้วยตัวเอง เพราะจะไม่มีใครมาบังคับให้ส่งการบ้านตรงเวลา ไม่มีใครมายืนคุมให้เราตั้งใจดูเนื้อหา คะแนนแทบทั้งหมดถูกคำนวณโดยโปรแกรม เราต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง จัดตารางด้วยตัวเอง ทำแบบฝึกหัดด้วยตัวเองเพราะไม่มีเพื่อนข้าง ๆ ให้ถาม และการจะต่อสู้กับสิ่งเร้าต่าง ๆ ในบ้าน ก็ต้องทำด้วยตัวเอง

เรียกได้ว่าทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับตัวเอง

จะดีหรือร้าย แต่ช่วงวิกฤติ COVID-19 นี้ได้ทำให้พวกเราทุกคนได้มีโอกาสเปลี่ยนบรรยากาศในการใช้ชีวิต ย้ายตัวตนบนโลกความจริงมาบนโลกออนไลน์ เป็นการบอกใบ้ถึงภาพของโลกในอนาคต โลกที่สิ่งแวดล้อมเสียหาย และมนุษย์ใช้ชีวิตโดยการพึ่งพาเทคโนโลยี

เช่นเดียวกับตัวผม ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเล่าเรียน ถึงจะไม่ชิน และมีข้อพลาดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีการยกเว้นให้ข้อผิดพลาดที่แม้จะเล็กน้อยก็ตาม และถึงแม้ว่าผมจะมีเหตุผลมากมายที่ทำให้ผมปฏิเสธการเรียนออนไลน์ แต่การวัดคะแนนก็ไม่มีการลดหย่อนผ่อนปรนแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าต่อให้ผมปรับตัวไม่ทัน แต่ก็จะไม่มีใครหยุดรอผม และถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป สุดท้ายผมก็จะสอบตก

เช่นเดียวกับยุคสมัย หากเราเอาแต่บ่นว่าโลกเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป เราก็จะไม่มีทางตามทันยุคสมัยได้

โลกนั้นหมุนไปข้างหน้าเสมอ และหากเราไม่ปรับตัว เราก็จะเป็นได้แค่คนที่ถูกทิ้งให้ตายซากอยู่ข้างหลังเท่านั้น

เช่นนั้นแล้ว ยอมรับความเปลี่ยนแปลงเถอะครับ
 

เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาไปเป็นวิทยากรในงานเสวนา “พ่อแม่ยุคใหม่ สื่อสารดี ลูกมีEF” ร่วมกับผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร และคุณเมษ์ ศรีพัฒนาสกุล จัดโดย หล้กสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาเด็ก วัยรุ่น และครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

มีประเด็นน่าสนใจที่อยากจะสรุปนำมาแบ่งปันในคอลัมน์นี้ โดยจะขอเน้นเรื่องวัยรุ่นวันนี้มีต้นทุนเดิมมาจากการถูกเลี้ยงดูในวัยเด็ก

ปัญหาใหญ่ของวัยรุ่นยุคนี้คือ เรื่องการสื่อสาร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีปฎิสัมพันธ์ในครอบครัว หรือการพูดคุยในครอบครัวลดน้อยลง จากหลายสาเหตุทั้งเรื่องเวลา และสภาพครอบครัวที่นับวันยิ่งเปราะบาง หนำซ้ำยังประสบปัญหาเรื่องเทคโนโลยีที่อยู่รายล้อมรอบตัว ยิ่งทำให้เด็กยุคนี้เติบโตขึ้นมาแบบสังคมก้มหน้า

ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครองต้องเตรียมรับมือด้วยการสร้างรากฐานของลูกให้ทันโลกดิจิทัล โดยพ่อแม่ก็ควรรู้เท่าทันโลกดิจิทัล และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกด้วย

เพราะยุคนี้เราสร้างทักษะชีวิตปกติให้ลูกยังไม่เพียงพอ เนื่องจากปัจจุบันโลกดิจิทัลมีความหลากหลายทั้งด้านดีและไม่ดี มีทั้งคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง (Hate Speech) , การข่มเหงรังแกในสื่อสังคมออนไลน์( Cyber Bullying) , ข่าวปลอมหรือหลอกลวง (Fake News) ฯลฯ

ดังนั้น การสื่อสารจึงมีส่วนสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันชีวิตและสมดุลของครอบครัว

แล้ว EF เกี่ยวกับการสื่อสารอย่างไร?

EF (Executive Functions) เป็นกระบวนการทางความคิด (Mental Process) ในสมองส่วนหน้า ที่เกี่ยวข้องกับการคิด ความรู้สึก และการกระทำ เช่น การยับยั้งชั่งใจ คิดไตร่ตรอง การควบคุมอารมณ์ การยืดหยุ่นทางความคิด การตั้งเป้าหมาย วางแผน ความมุ่งมั่น การจดจำ และเรียกใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ ซึ่งจะทำงานซับซ้อนกว่าแค่การเอาตัวรอด

เวลาที่ EF ทำงาน มนุษย์จะต้องดึงประสบการณ์ในอดีตหรือประสบการณ์เดิม เพื่อประมวลกับสถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนที่จะคิดตัดสินใจ แก้ไขปัญหา ควบคุมอารมณ์ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

ฉะนั้น ประสบการณ์เดิมจะต้องมีคุณภาพเพียงพอ เพื่อดึงมาใช้ประมวลเพื่อประกอบการตัดสินใจ

การสื่อสารเพื่อให้เกิด EF ในเด็ก หมายถึง พ่อแม่จะพูดกับลูกอย่างไรให้สื่อสารตรงกันและยังรักษาความรู้สึกนึกคิด หรือความเป็นตัวตนของลูก ให้ลูกรู้จักคิด คิดเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งความสัมพันธ์ของพ่อแม่จะมีผลต่อสมองและจิตใจ ส่งผลถึงการแสดงพฤติกรรมของลูก

ในวัยเด็กพ่อแม่เป็น EF ให้กับลูก ในการช่วยลูกได้บริหารจัดการ ตัดสินใจและลงมือปฏิบัติเอง ถ้าตัดสินใจผิดพ่อแม่ก็จะทำหน้าที่ประคอง ลูกจะได้เก็บสะสมประสบการณ์เดิมที่มีคุณภาพ เพื่อใช้ในวันหน้า เช่น การเล่านิทานให้ลูกฟัง เด็กจะมีคลังคำศัพท์มากขึ้นในสมอง สะสมและนำไปใช้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม การเล่านิทานได้ใช้กระบวนการฟัง พูด อ่าน และนำไปสู่การถ่ายทอดคือ เขียน การเขียนจะต้องผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์จึงจะสามารถเขียนออกมาได้

จริงอยูว่าช่วงวัยที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนา EF คือ อายุระหว่าง 3-6 ขวบ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า หลังผ่านพ้นช่วงวัยนั้นจะพัฒนาไม่ได้อีกแล้ว

วัยรุ่นก็เป็นช่วงวัยสำคัญที่จะพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า หรือที่เรียกกันว่า EF เช่นกัน

เพราะวัยรุ่นจะจดจำ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้วยตัวเอง ในขณะที่เขากำลังมีศักยภาพในการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองสูงมาก สิ่งนั้นจะฝังอยู่ในสมองเพื่อให้เขานำไปใช้ต่อไปเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

สิ่งที่พ่อแม่สามารถทำได้ทันทีและเริ่มต้นได้ง่ายๆ ในการพัฒนา EF ให้กับวัยรุ่นคือ การให้ ‘โอกาส’

ประสบการณ์เดิมที่มีคุณภาพสามารถเกิดได้จาก 2 รูปแบบคือ

หนึ่ง - ความรัก ความอบอุ่น มั่นคง ปลอดภัย ไว้ใจได้

สอง - การให้โอกาสได้ใช้ EF ด้วยตัวเองจะนำไปสู่การตัดสินใจเอง

ทั้งสองสิ่งนี้จะทำให้เกิดประสบการณ์เดิมที่มีคุณภาพ ยกตัวอย่าง การให้ลูกได้เรียนรู้การตัดสินใจถึงแม้จะเกิดการผิดพลาด และเมื่อเด็กตัดสินใจผิดพลาด พ่อแม่จะทำหน้าที่เป็นผู้ประคอง เพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่มีคุณภาพ จะไม่ใช่เป็นผู้ปกครองอีกต่อไป พ่อแม่ไม่ควรลงโทษ แต่ควรปล่อยให้เด็กได้เรียนรู้ผลลัพธ์ของการตัดสินใจแต่ละครั้ง มีการสะท้อนอารมณ์ และอยู่เคียงข้างเวลาที่ลูกทำผิดพลาด และนำข้อผิดพลาดมาเรียนรู้ในการเพิ่มทักษะการตัดสินใจในครั้งต่อไป

การสื่อสารไม่ใช่แค่การพูดให้ลูกฟัง แต่เป็นการ “ฟัง” ในสิ่งที่ลูกพูด ฟังที่ความรู้สึก การนึกคิด และ “ต่อยอด” จากสิ่งที่ลูกพูด ให้โอกาสให้ลูกเรียนรู้ภายใต้ข้อจำกัดและมีเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้ได้เรียนรู้ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ สะสมความรู้ที่จะทำให้ลูกได้รู้จักตัวตนของตัวเองมากขึ้น

พ่อแม่จะต้องเคารพการตัดสินใจของลูก ยืดหยุ่นและรับฟัง การฟังอย่างตั้งใจ จะทำให้พ่อแม่มีเวลามากขึ้นเพื่อจะคุยเรื่องอื่นๆกับลูก นอกจากจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันดีแล้วยังเป็นประสบการณ์ที่มีคุณภาพ

อีกประการที่สำคัญของการสื่อสารซึ่งต้องตระหนัก ก็คือ พ่อแม่ ผู้ปกครองควร “รู้จักพัฒนาการแต่ละวัย” ของมนุษย์ด้วย ลูกเล็กพ่อแม่ควรพูดคุยกับลูกให้มาก แต่เมื่อลูกโตขึ้นเรื่อยๆ พ่อแม่ต้องพูดน้อยลง และฟังให้มากขึ้น

"ตอนลูกเล็กพ่อแม่ควรจะพูดให้มาก ลูกถามมาพ่อแม่ควรตอบกลับโดยไม่รำคาญ แต่ส่วนใหญ่กลายกลับตรงกันข้ามเป็นลักษณะกลับหัวกลับหาง เมื่อลูกวัยรุ่นพ่อแม่ควรพูดน้อย แต่ในความเป็นจริงพูดมากเกินไป"

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือ การสะท้อนอารมณ์และแนะนำผ่านการตั้งคำถาม เพราะ "ลูกวัยรุ่นเกิดจากต้นทุนในวัยเด็ก" โดยมีพ่อแม่เป็นผู้ประคอง ไม่ใช่เป็นผู้ปกครอง

ในแต่ละครอบครัวจะต้องมีเทคนิคหรือกฎของครอบครัว อาจเหมือนหรือแตกต่างกันไป เทคนิคที่พ่อแม่สามารถนำไปปรับใช้ในครอบครัวของตนเองได้คือ

หนึ่ง - ปรับทัศนคติของตนเอง ว่าพ่อแม่จะต้องมีความรักและความรู้ รวมถึงการทุ่มเท หรืออาจเรียกว่า “เอาตัวเข้าแลก” เพราะอยากให้ลูกเป็นอย่างไร พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีเสียก่อน

สอง - เปลี่ยนเวลาคุณภาพให้เหมาะกับลูกในแต่ละวัย เช่น การจัดสรรเวลาเล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนอนทุกวัน หรือทำกิจกรรมร่วมกันสม่ำเสมอ ฯลฯ เป็นเวลาแห่งความสุขที่เกิดการสื่อสารและเรียนรู้ร่วมกัน

สาม - สร้างกฎกติการ่วมกันในครอบครัว โดยให้ลูกมีส่วนต่อการกำหนดด้วย ซึ่งกฎกติกาของการอยู่ร่วมกันควรถูกออกแบบให้เหมาะกับช่วงอายุ และกิจกรรมต่างๆ เช่น ถ้าลูกจะใช้โทรศัพท์มือถือเล่นเกม ก็ควรให้เขาได้มีส่วนกำหนดเวลาในการใช้ หรือต่อเมื่อทำภารกิจที่ได้รับผิดชอบเสร็จสิ้น

นอกจากนี้ การสื่อสารด้วยช่วงเวลาคุณภาพจะทำให้ลูกได้มีการสร้างตัวตน ผ่านความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคนในครอบครัว เช่น การมองหน้า การตั้งใจฟัง การสื่อสารผ่านภาษาทั้งทางภาษาพูด และภาษาท่าทาง น้ำเสียงที่เป็นมิตร จะเป็นการให้คุณค่าและสร้างตัวตนของลูก

การที่พ่อแม่หยอดความรักให้กับลูก หรือรู้วิธีการจัดการกับอารมณ์ และปัญหาอย่างถูกต้อง วันหนึ่งเมื่อลูกโตขึ้น จะเก็บเอาประสบการณ์เดิมมาใช้ได้เป็นอย่างดี และเป็นผู้หยอดความรักต่อให้กับผู้อื่น และไม่ไปยื่นมือขอความรักจากใคร

ถ้าลูกเป็นผลผลิต ผลผลิตจะดีแค่ไหนอย่างไรมีกำไรหรือไม่ ก็ล้วนขึ้นอยู่กับการลงทุนเข้าไปในชีวิตของเขาตั้งแต่เด็ก

และสัดส่วนการลงทุนที่จะมีผลมากที่สุดก็คือการลงทุนเวลาคุณภาพจากพ่อแม่

คำว่า “อยู่ให้เป็น” ไม่ใช่ความหมายเพียงการพยายามปรับตัวแบบดูทิศทาง หรืออยู่แบบดูตาม้าตาเรือและปรับตัวเพื่ออยู่รอดเฉพาะหน้าให้ได้

และคำว่า “อยู่ให้เป็น” ก็ไม่ใช่ในความหมายประชดประชันหรือเสียดสี ประมาณว่าต้องทำตัวแบบคำเปรียบเปรยว่าเปลี่ยนสี เปลี่ยนข้างเพื่อความอยู่รอด เพราะถ้าไม่ปรับก็เท่ากับ “อยู่ไม่เป็น”

แต่ในที่นี้ต้องการสื่อถึงพ่อแม่ในการเลี้ยงลูกยุคนี้ ต้องคำนึงถึงการเลี้ยงให้ลูก “อยู่ให้เป็น” ด้วย

ยิ่งสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว สภาพครอบครัวก็เปราะบาง ยังมีเทคโนโลยีที่มาแรงและมาเร็ว มาทำให้วิถีชีวิตของผู้คนต้องปรับตัวอย่างมาก

โครงสร้างสถาบันครอบครัวเปราะบางลง อัตราการหย่าร้างสูงขึ้น การแต่งงานที่ช้าลง ค่านิยมของการแต่งงานแบบไม่มีลูก หรือมีลูกคนเดียวมากขึ้นเรื่อยๆ และด้วยความที่มีลูกยากหรือมีลูกคนเดียว แนวโน้มที่พ่อแม่จะตามใจลูกก็ยิ่งสูงมากขึ้นไปด้วย เพราะกลัวลูกลำบาก ไม่อยากให้ลูกเหนื่อย ไม่ปล่อยให้ลูกได้ทำสิ่งใดด้วยตัวเอง พ่อแม่ผู้ปกครองมักจะช่วยหรือทำให้ เพราะห่วงสารพัดสุดท้ายลูกก็เลยทำอะไรไม่เป็น

และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ลูกไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ ต้องพึ่งพาพ่อแม่ผู้ปกครองจนเติบใหญ่
เราคงไม่อยากให้ลูกของเราเป็นอย่างนี้มิใช่หรือ !

เราควรจะส่งเสริมให้ลูก “อยู่ให้เป็น” “อยู่ให้ได้” แม้ในวันที่ไม่มีพ่อแม่มิใช่หรือ !

“อยู่ให้เป็น” ได้อย่างไร?

หนึ่ง - อยู่กับตัวเอง
สอนให้ลูกรู้จักตัวเอง เพราะการรู้จักตัวเองเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างพื้นฐานชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งจะนำไปสู่การมีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิต รู้ว่าตนเองมีความถนัด ความชอบ และความสามารถในด้านใด รู้วิธีเฉพาะตัวที่ถนัดในการเรียนรู้ของตนเองว่าทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ หรือรู้จุดอ่อนของตัวเองทำให้พยายามหาทางแก้ไขหรือหลีกเลี่ยงสถานการณ์นั้นๆ

ทักษะการรู้จักตัวเองเป็นทักษะสำคัญที่ต้องเรียนรู้ ฝึกฝน ผ่านกระบวนการบ่มเพาะ ผ่านประสบการณ์การลองผิดลองถูก เพื่อนำไปสู่การรู้จักตัวเอง เป็นรากฐานสำคัญในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จ

สอง - อยู่กับผู้อื่น
มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกัน การอยู่ร่วมกับผู้อื่นต้องมีการปรับตัว เพราะแต่ละคนถูกเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกัน ทั้งทางด้านสังคม การศึกษา และประสบการณ์ก็แตกต่างกัน ทำให้แต่ละคนแตกต่างกันทั้งความคิด ความชอบ ฯลฯ ฉะนั้น การรู้จักวางตัว กำหนดใจให้เหมาะสมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ให้เกียรติผู้อื่น มีมารยาท อ่อนน้อมถ่อมตนเมื่อเจอผู้ใหญ่ โดยรวมก็คือการปรับตัวปรับใจของตนเอง เพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นให้ได้ โดยปราศจากความขัดแย้ง หรือถ้ามีความขัดแย้งก็สามารถบริหารจัดการให้อยู่ร่วมกันได้

สาม - อยู่กับธรรมชาติ
พ่อแม่ควรชวนพูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ของธรรมชาติและมนุษย์ ทำไมมนุษย์ต้องพึ่งพาธรรมชาติ แล้วลูกควรจะอยู่อย่างไรกับธรรมชาติอาจจะยกตัวอย่างภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลกจริงๆ เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวด้วยสภาพอากาศในบ้านเรา ลองถามว่าทำไมปีนี้ฤดูหนาวกลับร้อน และบางวันก็มีฝนตกอีกต่างหาก แล้วให้เขาลองคิดไปถึงเมื่อปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกันว่าสภาพอากาศเป็นอย่างไร และชวนเขาคิดว่า น่าจะเป็นเพราะอะไร หรืออาจจะชวนคุยเรื่องพายุหิมะที่เกิดขึ้นที่ยุโรป หิมะที่ตกหนักในประเทศจีน และภัยธรรมชาติอีกมากมายที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก น่าจะมีสาเหตุจากอะไร นำมาเป็นประเด็นพูดคุยกัน

ยกตัวอย่าง ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นมนุษย์มีส่วนมากน้อยอย่างไร สภาวะโลกร้อนมีส่วนด้วยหรือไม่ จากนั้นก็สอนให้ลูกช่วยลดภาวะโลกร้อนด้วย รวมถึงการใช้พลังงานธรรมชาติทุกชนิดอย่างรู้คุณค่าและประหยัดทรัพยากร เช่น น้ำ ไฟ เท่าที่จะทำได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการสอนให้ลูกเรียนรู้เรื่องทรัพยากรธรรมชาติไปด้วยรวมถึงสอนวิธีการป้องกันตัว และปฏิบัติตัวอย่างไร เมื่อลูกตระหนักถึงภัยธรรมชาติที่คืบคลานเข้ามาใกล้ตัวจริงๆ ก็ควรให้เขาเรียนรู้ว่าไม่ควรตั้งอยู่บนความประมาท

ทางที่ดีควรเริ่มปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็กเล็ก พ่อแม่ควรมีบทบาทในการสอนให้เด็กๆ เรียนรู้เรื่องการอยู่กับธรรมชาติให้เป็น

สี่ - อยู่ที่ไหนก็ได้
ยุคนี้มีความจำเป็นมากที่จะฝึกให้ลูกอยู่ที่ไหนบนโลกนี้ก็ได้โดยไม่มีพ่อแม่ ไม่ใช่ด้วยเหตุผลเรื่องความตายอย่างเดียว แต่การฝึกให้ลูกคิดว่าลูกควรจะอยู่ที่ไหนก็ได้ ก็จะทำให้พ่อแม่มีวิธีคิดในการเลี้ยงลูกที่อยากให้ลูกมีความเข้มแข็ง จะเน้นทักษะให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง ให้ลูกรู้จักความลำบาก ให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด มั่นใจในตัวเอง ฝึกให้มีทักษะเรื่องการอยู่รอด หรือสามารถอยู่ได้โดยไม่มีพ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ในครอบครัว ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่สำคัญที่จะทำให้เขาเติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพด้วย

ห้า - อยู่กับเทคโนโลยี
โลกยุคดิจิทัลเต็มไปด้วยเทคโนโลยี เด็กที่เกิดมาในยุคนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเด็ก Digital Native (พลเมืองยุคดิจิทัล) การฝึกให้ลูกรู้เท่าสื่อ ใช้สื่อดิจิทัลให้เป็น ไม่ใช่เป็นทาสของเทคโนโลยี เพราะเด็กยุคนี้จะพึ่งพาเทคโนโลยีแทบจะตลอดเวลา และมีแต่ความสะดวกสบายล้อมรอบตัว จึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรชี้ให้ลูกเห็นถึงข้อดีข้อเสีย และมีกฎเกณฑ์กติกาเรื่องเทคโนโลยีที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัยของลูก

หก- อยู่แบบมีคุณค่า
การเติบโตแต่ละช่วงวัยไม่ควรให้เติบโตเพียงร่างกาย แต่ควรให้ลูกเติบโตทางด้านจิตใจด้วย การ“อยู่ให้เป็น” ควรอยู่แบบเห็นคุณค่าของตัวเอง และเห็นคุณค่าของผู้อื่นด้วย เมื่อเห็นคุณค่าแล้วจะทำให้คนเราอยากมีชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นด้วย

จะเห็นได้ว่าการ “อยู่ให้เป็น” ในโลกยุคใหม่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับลูกหลานเรา

ว่าแต่ตอนนี้พ่อแม่ลองสำรวจตัวเองด้วยว่า “อยู่ให้เป็น” แล้วหรือยัง ?
 

เงินสำรองเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน เกราะป้องกันยามวิกฤติ

 

ตั้งแต่ปลายปี 2562 ที่เริ่มได้ยินข่าวเกี่ยวกับการระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 
ซึ่งตอนนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า โควิด-19 (COVID-19) จากที่คิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไม่เกี่ยวกับเรา
อยู่ ๆ ก็กลายมาเป็นเรื่องของเราทุกคนอย่างฉับพลัน เพราะส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ
และสขุภาพการเงินในทันที ทำให้ได้ตระหนักถึงความจำเป็นและความสำคัญของ
เงินสำรองเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินอย่างแท้จริง ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ทำให้เห็นว่าเราควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป

 

ปัญหาทางการเงินต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในยามนี้ จะให้ยึดหลัก “เก็บก่อนใช้”
เหมือนช่วงที่ยังมีรายได้ตามปกติคงยากที่จะเป็นไปได้ ผู้ที่มีเงินออมสำรองไว้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
ก็น่าจะพอประคองตัวเองและครอบครัวต่อไปอีกสักระยะ แต่ก็ไม่ควรประมาทหากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปเรื่อย ๆ
“คิดก่อนใช้” จึงเป็นหลักสำคัญที่ขอฝากไว้สำหรับการจับจ่ายใช้สอยในทุกสถานการณ์
และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว เรื่องที่เราทุกคนควรลงมือทำ ก็คือ การเริ่มต้นเก็บเงินสำรองเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินโดยไม่รอช้า

 

บทความต้นฉบับ: เงินสำรองเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน เกราะป้องกันยามวิกฤติ

พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

#เรียนรู้การลงทุนเริ่มต้นที่ INVESTORY

แค่ปรับ...เงินในกระเป๋าเปลี่ยน!

++หน้าร้อนนี้...ร้อนแรงกว่าทุกปี หลังจากชาวบ้านเห็นบิลค่าไฟฟ้าแล้วต้องกรี๊ดสนั่น! กับค่าไฟฟ้าแพงกระฉูด บางบ้านจากพันกว่าบาท กลายเป็น 5-6 พันบาท เรียกได้ว่า ค่าใช้จ่ายสูง สวนทางกับเงินในกระเป๋าทีเดียว  ประเด็นใหญ่ที่ค่าไฟหน้าร้อนนี้พุ่ง เป็นผลจากประชาชนให้ความร่วมมือรัฐบาลในการทำงานอยู่บ้าน หรือเวิร์ค ฟอร์ม โฮม เพื่อลดการรับเชื้อ – แพร่เชื้อโรคโควิด -19 ทำให้ใช้ไฟฟ้ามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้มีบางบ้านมองว่า ใช้เพิ่มยังไงก็ไม่น่าเพิ่มหลายเท่าตัวแบบที่เห็นในบิลค่าไฟ ซึ่งเรื่องนี้  สามารถร้องเรียนได้ที่ 2 การไฟฟ้า ทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือพีอีพี สายด่วน 1129 และการไฟฟ้านครหลวง หรือกฟน. สายด่วน 1130  

 ++ เรื่องบิลค่าไฟ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์กันต่อไป แต่ประเด็นการประหยัดไฟ ไม่ต้องรอพิสูจน์สามารถทำได้ทันที และเห็นผลจริง หลายวิธีการ อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว แต่อาจลืมกันไป เลยขอยกมาตรการประหยัดไฟต่าง ๆ มาทวนความจำ พร้อมทำได้ทันที รับรองประหยัดเงินในกระเป๋าอย่างแน่นอน

++เริ่มจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟอันดับต้นๆ อย่างเครื่องปรับอากาศ ควรตั้งอุณหภูมิที่ 25 องศา จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ 10% และปิดก่อนเลิกใช้ 30 นาที หรือลดเวลาการเปิดแอร์ 30 นาที สามารถลดใช้พลังงานได้ 6%  ถ้าให้ดีอยากประหยัดเพิ่มให้เปิดแอร์ 26 องศา และพัดลมร่วมด้วย จะช่วยประหยัดไฟได้จริง ๆ  โดยความรู้สึกเย็นสบาย จะเท่ากับ 24 องศาเลยทีเดียว  ส่วนตู้เย็น ควรตั้งให้ห่างผนัง 15 เซนติเมตร จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ 10%

++ขณะที่โทรทัศน์ เมื่อไม่มีคนดู ควรปิด ควรเลือกใช้ขนาดไม่ใหญ่เกินความจำเป็น , การเปลี่ยนหลอดไฟ ก็ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ โดยหลอดแอลอีดี จ่ายค่าไฟประมาณ 192 บาทต่อปี แต่หลอดไส้ จ่ายค่าไฟ 1,533 บาทต่อปี , เตารีด กินไฟร้อนแรงไม่แพ้กัน หากไม่ใช้ให้ถอดปลั๊กเตารีด ก่อนรีดเสื้อผ้าเสร็จ 2-3 นาที จะสามารถประหยัดพลังงานได้ , เสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อนเมื่อใช้ จะสามารถประหยัดพลังงานได้ 579 ล้านบาท ,จอคอมพิวเตอร์ใช้ 15 นิ้ว แทน 17 นิ้ว และ ตั้ง Sleep Mode เมื่อไม่ใช้งาน ปรับแสงจอไม่สว่างเกินไป ประหยัดไฟเซพแบต, อย่าเสียบปลั๊กไฟฟ้าทิ้งไว้เมื่อไม่ใช้งาน

++นอกจากนี้ควรมองหาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟโฉมใหม่ เบอร์ 5 ไม่พอ ต้องมี 3 ดาว ด้วย ดาวยิ่งมากยิ่งประหยัดไฟได้มาก โดยสัญลักษณ์ดาวหนึ่งดวง หมายถึง ประหยัดไฟเพิ่ม 5-10% ถ้า 3 ดวงก็ประหยัดเพิ่มสูงสุดได้กว่า 30% , การฟังเพลงใส่หูฟัง ประหยัดไฟกว่า ควรเลือกหูฟัง แบบสาย เพราะใช้กระแสไฟฟ้าในการทำงานน้อยกว่าหูฟังไร้สาย อีกทั้งในขนาดและราคาที่เท่ากัน หูฟังแบบมีสายจะได้รับฟังเสียงในคุณภาพที่ดีกว่า

++นี่คือตัวอย่างการประหยัดไฟง่ายๆ รับรองเริ่มทำทันที ประหยัดเงินในกระเป๋าได้แน่นอน... -*-*-*

จิตวดี  เพ็งมาก

ธมฺเมน กิตฺติํ ปปฺโปติ
บุคคลย่อมได้เกียรติ
เพราะประพฤติธรรม

The cart is empty

Follow Us